ศูนย์การเรียนรู้จีนศึกษาบรมราชกุมารี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

<< Back

รุ่งอรุณฤดูใบไม้ผลิ

Chūn Xiăo

Mèng Hào Rán
chūn mián bù júe xiăo
chù chù wén tí niăo
yè lái fēng yŭ shēng
huā luò zhī duō shăo

春曉

孟浩然
春眠不覺曉,
處處聞啼鳥。
夜來風雨聲,
花落知多少。



รุ่งอรุณฤดูใบไม้ผลิ

เมิ่งเฮ่าหราน
ในฤดูใบไม้ผลิ นอนจนไม่รู้ว่าเช้า
ทุกหนทุกแห่ง ได้ยินเสียงนกร้อง
กลางคืนมาถึง มีเสียงลมและฝน
ดอกไม้ร่วงไม่รู้ว่าเท่าใด



讀孟浩然詩感興

詩琳通
春眠不覺曉,
處處聞啼鳥。
夜來風雨聲,
花落知多少。
花繁須早折
勿待香韻消
花濃情亦重
君心爽且豪

友情深如海
前程萬里遙
奼紫嫣紅日
春園競多嬌

中泰手足情
綿延千秋好
擷花相饋贈
家國更妖嬈

จีนเด็ดดอกไม้
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี
ชุนเทียนนอนได้ไปถึงเช้า
ทุกแห่งเราได้ยินปักษา
ค่ำคืนเสียงลมฝนพัดมา
ดอกไม้ร่วงไม่รู้ว่าเท่าใด
จะปล่อยร่วงไปไยเสียดายนัก
เพื่อนรักผู้มีจิตแจ่มใส
จงเด็ดดมรมย์ชื่นหทัย
บุปผาคือน้ำใจไมตรี

สุขล้ำสัมพันธ์ฉันมิตร
พาชีวิตเรืองรุ่งมุ่งเกียรติศรี
ดอกไม้หลายหลากมากมี
แต่ล้วนงามดีไม่แพ้กัน

จะเป็นจีนเป็นไทยใช่ใครอื่น
จงชมชื่นผูกจิตสนิทมั่น
เด็ดผกาแทนใจผูกพัน
แบ่งปันประดับเรือนเตือนตาเอย

注釋:

詩琳通公主在給友人的一封信中提到孟浩然的《春曉》 這首詩時曾說:“我很喜歡這首詩,讀來好像人在清晨, 一切都令人心曠神怡。我去澳大利亞時,參觀過博物館--- 不記得是在哪座城市了。在中國文物收藏室的牆上就貼有 這首詩,可見是名作。” 正因為如此。當帕特雅拉民樂團的指揮請求詩琳通公 主賜予模仿中國風格的泰國古典樂曲《採桃花》曲詞之時, 公主便把譯好多年的《春曉》賜給了他們,《春曉》也便 成了《採桃花》的第一篇唱詞。後來公主又把《春曉》這 首詩加以擴充,寫成了三篇唱詞,使其與《採桃花》風格 更契合。但寫來寫去,寫成所有的花朵都是好的,都是 表達心靈的好工具。採花的目的又是為了獻給對方,為了 中泰友誼。 1990年5月初,詩琳通公主寫好了這支《採桃花》的 唱詞。後來,1996年,當時被聘請為法政大學中文系專家 的北京大學泰語專業的裴曉睿副教授將這三篇作品譯成了 中文。


หมายเหตุ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีลายพระราชหัตถ์ถึงพระสหายคนหนึ่ง และทรงกล่าวถึงซือ “ชุนเสี่ยว” ของเมิ่งเฮ่าหรานว่า “เราชอบกวีบทนี้ อ่านแล้วรู้สึกว่าอากาศสดชื่นดี บรรยากาศยามเช้าตรู่ ตอนที่เราไปออสเตรเลีย ไปพิพิธภัณฑ์ จำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน ในห้องที่เก็บศิลปวัตถุจีน เขาเขียนบทกวีบทนี้ติดไว้ข้างฝาห้อง แสดงว่า เป็นบทที่มีชื่อเสียง” (ลายพระหัตถ์ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2530 ซือเป็นบทกวีประเภทหนึ่งของจีน) ด้วยเหตุนี้ เมื่อกำนันสราญ เกิดผล วงดนตรีพาทยรัตน์ ขอพระราชทานบทร้องประกอบเพลงจีนเด็ดดอกไม้ เถา ซึ่งเป็นเพลงเก่าเพลงหนึ่งของวังบางขุนพรหมและเป็นเพลงสำเนียงจีน จึงทรงนำบทแปลซือ “ชุนเสี่ยว” ซึ่งทรงแปลไว้หลายปีแล้ว มาแต่งเป็นกลอนบทแรกของเพลงนี้ คำว่า “ชุนเสี่ยว” แปลว่า “รุ่งอรุณฤดูใบไม้ผลิ” (ชุน = ฤดูใบไม้ผลิ เสี่ยว = ย่ำรุ่งรุ่งอรุณ) บทกวีนี้กล่าวถึงคืนในฤดูชุนเทียน (ฤดูใบไม้ผลิ) ซึ่งอากาศดี ทำให้นอนสบายกว่าฤดูอื่นจึงหลับไปถึงเช้า โดยไม่ทราบว่าตอนกลางคืนระหว่างที่หลับไปนั้น มีลมฝนมา ทำให้ดอกไม้ที่บานในฤดูใบไม้ผลินั้นร่วงหล่นไปเป็นจำนวนมาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงเคยอธิบายให้พระสหายฟังว่า “บทกวีนี้บางคนบอกว่าเป็นการเปรียบเทียบเหมือนคนเรานอนหลับไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว ชีวิตคนอื่นจะยากลำบากอย่างไร เราก็ไม่รู้” ส่วนบทร้องอีก 3 บทต่อมานั้นทรงพระรราชนิพนธ์ต่อเติมซือ “ชุนเสี่ยว” เพื่อขมวดให้เข้ากับชื่อเพลง “จีนเด็ดดอกไม้” รับสั่งว่าเขียนไปเขียนมาก็วกมาเป็นว่า ดอกไม้ทั้งหลายล้วนเป็นของดี ใช้เป็นเครื่องแสดงน้ำใจไมตรีอย่างดีเลิศ เลยกลายเป็นเด็ดดอกไม้แบ่งปันกัน สานเป็นสัมพันธไมตรีจีนกับไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อร้อง “จีนเด็ดดอกไม้ เถา” ในต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2533 ต่อมาในปีพ.ศ.2539 ได้มีการแปลบทร้องที่ทรงต่อเติมจากบทกวีจีนทั้ง 3 บทดังกล่าวเป็นภาษาจีน โดยรองศาสตราจารย์ Péi Xiǎo ruì แห่งภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งได้รับเชิญเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ในขณะนั้น