ศูนย์การเรียนรู้จีนศึกษาบรมราชกุมารี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

<< Back

" ย่ำแดนมังกร วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2524 "

(น.331) ยูนนาน
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2524

(น.332) ตอนเช้านี้ฝนตกพรำๆ พวกเรารับประทานอาหารเสร็จแล้วก็ลาคนเสิร์ฟโต๊ะและเจ้าหน้าที่ที่บ้าน ซึ่งทุกคนเอาใจและบริการดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเสิร์ฟโต๊ะผู้ชายคนที่เข้าใจภาษาใบ้ของข้าพเจ้า วันนี้ท่านประธานปฏิวัติผู้นำ ท่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดีตามเคย ข้าพเจ้ากับท่านประธานฯ ก็คุยกันเรื่องการปลูกข้าวข้าพเจ้าถามว่าได้ยินหลายคนอธิบายว่า เขาปลูกข้าวบนภูเขาแล้วสูบน้ำขึ้นไปที่คุนหมิงนี้ทำอย่างไร ท่านประธานฯ หัวเราะว่า ที่นี่ข้างบนภูเขาเขาไม่ปลูกข้าวกันหรอก ปลูกอะไรที่ไม่ต้องใช้น้ำมาก พอเข้าฤดูฝนก็มีฝนมากปลูกอะไรได้หลายอย่าง ที่คุนหมิงมีศูนย์บำรุงพืชสัตว์ พืชนี้เอาจากท้องถิ่น และมาจากมณฑลอื่น ส่วนสัตว์มีทั้งอยู่ในประเทศและจากต่างประเทศ เช่น วัวนมจากฮอลแลนด์ ผสมกับวัวของจีน การเลี้ยงโคนมนั้นใช้หญ้าธรรมชาติเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยใช้หญ้าปลูกพิเศษ สำหรับโรงโคนมนั้นเขามีที่ดินสำหรับปลูกหญ้าพิเศษ โคนมที่เลี้ยงกันมี 3 อย่างคือ รัฐบาล กรรมสิทธิ์ และของเอกชน ที่ยูนนานนี้มีชาวนาเลี้ยงเองและมีโรงงานนมผงด้วย ในตอนเช้าๆ รถของโรงงานจะไปซื้อนมสดจากชาวนา ตอนนี้ทางการจะส่งเสริมให้เอกชนทำ และมีการเลี้ยงแพะนมด้วย การเลี้ยงสัตว์นี้มีหน่วยงานเทคนิค สัตวแพทย์ของรัฐบาลออกไปตรวจสอบการเลี้ยงมีสถานีแนะทางวิทยาศาสตร์การปศุสัตว์ สถานีจะช่วยดูแล แต่เก็บค่ารักษาด้วย

(น.333) เดี๋ยวนี้โคนมของเอกชนเลี้ยงดีกว่าของรัฐบาลเสียอีก เพราะดูแลได้ทั่วถึง เมื่อนมสดออกมามีเครื่องฆ่าเชื้อจะเข้าโรงงานนมผง มีการทำเนยมากแต่น้อย นมแพะส่วนมากเอามาทำขนม เพราะคนจีนไม่นิยมดื่มนมแพะ คนยูนนานมีอาหารพิเศษทำจากนมแพะอย่างหนึ่ง เขาเอานมแพะต้มสกัดน้ำออก เอาแรงกดเป็นก้อนคล้ายๆ เต้าหู้ อาหารอีกอย่างหนึ่งมีนมแพะต้ม ข้างบนเป็นชั้นๆ เขาจะช้อนมาตากแห้งแล้วทอด จะฟูกรอบ คนในเมืองชอบกินนมสด ชนบทชอบนมแพะ ข้าพเจ้าถามถึงวัวเนื้อ เขาก็บอกว่าที่ยูนนานนี้เลี้ยงวัวเนื้อตามภูเขามีหญ้ามาก วัวเนื้อนั้นส่วนมากจะเป็นวัวเนื้อพันธุ์พื้นเมืองเขากำลังผสมกับพันธุ์ดี วัวเนื้อของยูนนานตัวเล็ก จะต้องเอาวัวพันธุ์ของมณฑลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งตัวโตมาผสม สำหรับการฆ่าสัตว์ เขามีโรงฆ่ากึ่งอัตโนมัติ และมีตู้เย็นเก็บเนื้อ ข้าพเจ้าถามถึงการเลี้ยงไก่ ท่านประธานฯ บอกว่า การเลี้ยงไก่ก็มีแต่ยังทำไม่ดี เสียที่มีโรคมาก เดิมทางยูนนานเลียนแบบโรงเลี้ยงไก่ที่ปักกิ่ง แต่ปรากฏว่าทำแล้วขาดทุนแยะ โรงเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ของรัฐบาลนี้ เดี๋ยวนี้ใช้เฉพาะเป็นที่เพาะไก่ส่งให้คอมมูนเลี้ยง เดี๋ยวนี้จีนเอาพันธุ์ไก่ ไหลหัวจี หรือไก่เล็กฮอร์นซึ่งเป็นพันธุ์ไก่ที่ขนขาวทั้งตัวมาจากสหรัฐฯ และแคนาดา ไก่พันธุ์นี้ถ้าเลี้ยงให้ดีๆ แล้ว ถึงคราวออกไข่จะให้ไข่ถึง 280 ฟองต่อปี ถ้าจะกินเนื้อก็โตเร็ว 3-4 เดือนก็ได้เนื้อหลายกิโลกรัม

(น.334) ข้าพเจ้าถามถึงการเลี้ยงแกะ ท่านประธานฯ บอกว่าเขตเขาที่หนาวๆ หน่อยจะมีการเลี้ยง ในมณฑลที่มีโรงปั่นทอขนสัตว์ ไหมพรม ผ้าห่มขนสัตว์ ผ้าสักหลาด ส่วนการเลี้ยงไหมก็มีเหมือนกัน เขาก็ทอไหมคล้ายๆ ของเสฉวนแต่ยังสู้ไม่ได้ ข้าพเจ้าถามต่อถึงการเลี้ยงหมู ท่านประธานฯ บอกว่าคนยูนนานชอบหมู คนชนบทแทบทุกครอบครัวมีการเลี้ยงหมู 3-5 ตัว บางคนก็เลี้ยง 10 กว่าตัว เอกชนเลี้ยงได้ ส่วนมากเขาจะเลี้ยงเพื่อเอาปุ๋ยด้วย หมูมีหลายพันธ์ที่ได้จากเสฉวน จะดีมากแต่ของยูนนานไม่ดี ตัวเล็กแค่ 60-70 ชั่ง ก็แปลกที่ข้าพเจ้าเคยได้ยินอยู่เสมอว่าหมูของยูนนานเขาดีมาก มีพันธุ์ที่ใช้ทำเบคอนได้ดี ตัวยาวๆ ตั้งแต่มาเมืองจีนนี้พยายามถามเรื่องหมูสืบว่าที่ไหนดี ได้ยินแต่คำปฏิเสธ หมูยูนนานที่เดินกันไปมาข้าพเจ้าก็ว่าคล้ายๆ หมูชาวเขาของเรา ก่อนจะออกจากเมืองไทยข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ไปถามหาหมูพันธุ์ ไห้หู ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจากแถบไหน ก็ได้แต่ถามเขาทั่ว และบอกไว้กับกระทรวงต่างประเทศจีน ให้ช่วยติดต่อถามไถ่ให้ด้วย ท่านประธานฯ เล่าต่อว่า เขตเขานั้นพวกที่เลี้ยงหมูจะไม่เลี้ยงในคอก เขาชอบเลี้ยงปล่อยๆ คนไหนที่เลี้ยงหมูด้วยปลูกผักด้วย เขาจะเลี้ยงปล่อยๆ และจะทำรั้วล้อมผักไม่ให้หมูกิน วิธีนี้ชาวเขาของไทยก็ทำ เพราะการเลี้ยงหมูปล่อยๆ จะทำให้หมูมีเนื้ออร่อยกว่า และประหยัดแรงงานคนด้วย นอกจากพวกที่อยู่ในเขตเขาแล้ว ส่วนมากจะเลี้ยงในคอก ข้าพเจ้าเคยเห็นเองทางภาคเหนือ ว่าเขาปลูกบ้านและเลี้ยงหมูที่ภูเขาลูกหนึ่ง และปลูกผักไว้บนเขาอีกลูกหนึ่ง เพื่อ

(น.335) ป้องกันหมูกินผัก อาหารที่ชาวยูนนานใช้เลี้ยงหมูมีเศษอาหารที่คนไม่กินแล้ว สาหร่ายน้ำ กากถั่ว ข้าว เศษผัก ใบมันเทศ ต้นไม้ชนิดหนึ่งใบคล้ายกล้วย ต้นเหมือนเผือก (อันนี้จนปัญญาจริงๆ ว่ามันต้นอะไรกัน ไม่ทราบว่าท่านประธานฯ แต่งเองหรือเปล่า) มันสำปะหลัง มะละกอ (เอาลูกมะละกอดิบไปต้ม) พอดีไปถึงทะเลสาบคุนหมิง ฝนตกไม่เห็นอะไรเลย มีหมอกเต็มไปหมด ท่านประธานฯ บอกว่า ทะเลสาบคุนหมิงนั้นจะต้องดูเวลามีแดด อย่างไรก็ตามท่านก็พาลงจากรถ ใส่เสื้อฝนกางร่ม ให้ขึ้นไปบนศาลา และบอกว่าขึ้นข้างบนอีกชั้นจะเห็นวิวทเลสาบ ท่านทูตเริ่มหน้างอแล้ว บอกว่าสำหรับวันนี้ขึ้นไปกี่ชั้นก็ไม่มีประโยชน์ ฝนก็ตกเดี๋ยวจะพาลลื่นหกล้มกันเปล่าๆ ตกลงก็ไม่ขึ้น และกะกันว่าจะไปเที่ยวที่อื่นที่จะพอมองเห็นได้ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ตามหมายกำหนดการเดิมบอกว่าเราจะไป หลงเหมิน หรือประตูมังกร ซึ่งเขาก็ไม่ได้เล่าประวัติให้ฟังว่ากระไร ท่านประธานฯ บอกว่าทะเลสาบนี้ใช้น้ำชลประทานได้ น้ำส่วนหนึ่งใช้เลี้ยงนาได้ ธรรมดาเขาจะมีเรือแล่นในทะเลสาบ พาคนไปเที่ยว ตอนกลับขึ้นรถ ข้าพเจ้าถามท่านประธานฯ ถึงต้นสน ท่านประธานฯ บอกว่า ที่ยูนนานนี้มีการกรีดยางสนขายมาก การกรีดยางสนจะต้องรู้วิธี ไม่ให้ต้นสนตาย ต้องระมัดระวัง ถ้าทำอย่างสะเพร่าชนิดเอาแต่ได้อาจเกิดความเสียหาย แล้วบอกว่าที่ยูนนานนี้มีโรงกลั่นยางสน


(น.336) รูป 154 ที่วัดพระอรหันต์ 500 พระกำลังสวดให้พร

(น.336) มองไปทางทะเลสาบ ชักเห็นขึ้นนิดหน่อยแล้ว ข้าพเจ้าเลยถ่ายรูปเอาไว้ เห็นมีไม้ปักกั้นเป็นวงเอาไว้ ท่านประธานฯ บอกว่าสำหรับเลี้ยงปลา หลีฮื้อ เฉาฮื้อ แล้วท่านเล่าต่อว่า มีสนอยู่อย่างหนึ่ง มีเม็ดกินได้เหมือนเม็ดกวยจี๊ ท่านประธานฯ พาเราเที่ยววัด หัวถิงซื่อ แทน หลงเหมิน คำว่า หัวถิง เป็นชื่อตามชื่อภูเขา ส่วนคำว่า ซื่อ แปลว่าวัด

(น.337) เรียกอีกอย่างว่า อู๋ไป่โหลฮั่น หรือพระอรหันต์ 500 เมื่อไปถึงพบคนไทย 4 คน ซึ่งรู้สึกว่าจะเจอกันหนหนึ่งแล้วที่เสฉวน แต่ไม่ทันได้ทักทายกัน ได้ความว่าเขามีโรงงานอยู่แถวๆ ฝั่งธนฯ ตอนนี้ลูกๆ โตดูแลกิจการได้แล้ว พวกญาติผู้ใหญ่เลยถือโอกาสออกเที่ยว มาเมืองจีนได้เดือนกว่าแล้วจะเที่ยวให้ทั่วก่อนจึงกลับ จะเล่าถึงวัดต่อ ที่วัดมีเครื่องดับไฟติดเป็นระยะๆ เพื่อความปลอดภัย วัดนี้มีพระ 19 รูป แต่ออกมารับเรา 2 รูป มีอายุแล้วครองจีวรเหมือนพระจีนบ้านเรา แต่สวมหมวกถักสีน้ำตาล พระท่านตีฆ้องแล้วส่งธูปให้เราจุดบูชาพระ ระหว่างนั้นพระตีฆ้อง ข้าพเจ้ารับธูปมาแล้วเพิ่งนึกออก หันไปถามอาจารย์สารสินว่าพระที่นี่เราโดนได้ไหม อาจารย์บอกว่า เอ เห็นจะไม่เป็นไร


(น.337) รูป 155 ในพระวัดอรหันต์ 500


(น.338) รูป 156 จุดธูปที่วัด


(น.339) รูป 157 วัดพระอรหันต์ 500

(น.339) วัดอรหันต์ 500 นี้ สร้างในราชวงศ์ เหม็ง เมื่อ 600 กว่าปีมาแล้ว แต่มาบูรณะซ่อมแซมปั้นรูปพระอรหันต์ทั้ง 500 ในสมัยราชวงศ์ เช็ง รัชกาลพระเจ้า กว่างซู่ว์ พระอรหันต์ 500 นี้เขาปั้นติดอยู่กับฝาผนัง ไม่ทราบว่าจะครบ 500 จริงๆ หรือเปล่า หรือจะเป็นว่า 500 แปลว่าแยะๆ ในสายตาของข้าพเจ้า พระอรหันต์ต่างๆ นี้ดูไม่เหมือนพระอรหันต์เท่าไรนัก เหมือนตาแป๊ะมากกว่า ท่าทางไม่ค่อยจะสงบระงับกันเลย สำหรับฝีมือแล้วข้าพเจ้าคิดว่าเขา


(น.340) รูป 158 ทวารบาลที่วัดพระอรหันต์ 500

(น.340) เก่งทีเดียว รูปอรหันต์นี้ทำด้วยปูนน้ำมันทาสีน้ำแบบจีน ปั้นเป็นอิริยาบถต่างๆ ไม่เหมือนกัน มีลีลาคล้ายคนจริงๆ มากที่สุด มีแรงเคลื่อนไหว สีหน้าสีตาแสดงอารมณ์ต่างๆ มีทั้งยิ้ม หัวเราะ แยกเขี้ยวแสยะ หน้านิ่วคิ้วขมวด ดูเพลินไม่เบื่อ นอกจากพระอรหันต์ทั้ง 500 แล้ว ยังมีพระรูปศากยมุนีอีก 3 องค์ มีรูปหอสูง (แบบหอห่านฟ้า) มีผู้อธิบายให้ข้าพเจ้าว่าทางพุทธศาสนามหายานถือหอสูงเช่นนี้เป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีรูปกวนอิม รูปพระโพธิสัตว์ (?) มีอยู่องค์หนึ่งเรียกว่า ว่านโซ่ว (อายุยืน) มองดูแล้วก็นึกถึงพระ มัญชุศรี ก่อนจะกลับพระท่านสวดมนต์ให้ สวดว่านโม ศากยมุนี แล้วต่อว่าอะไรก็ไม่ทราบ

(น.341) พระท่านบอกว่า ตามธรรมเนียมศาสนาถือว่าถ้าบวชเป็นพระแล้วต้องบวชตลอดจะสึกไม่ได้ ก่อนจะออกจากโบสถ์มีฝรั่งเขามาเยอะแยะเต็มไปหมด พวกเราต่างบริจาคถวายเงินพระไปคนละเล็กละน้อย เมื่อออกข้างนอกเห็นรูปปั้นใหญ่เป็นรูปเทวดา 4 องค์ที่เฝ้าสวรรค์ มีบางองค์หน้าตาเหมือนงิ้วเมื่อคืน บนพระพุทธรูปมีสวัสดิกะแต่หมุนหลับคนละทิศ เราขึ้นรถกัน ท่านประธานฯ บอกว่าจะพาไปซื้อของ เมื่อขึ้นนั่งรถ รถแล่นผ่านเขตอุตสาหกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรมปั่นทอย้อมผ้า หลอมทองเหลือง โรงงานเคมี โรงไฟฟ้า ในเขตโรงงานมีคนประมาณ 7 แสนคน นอกจากนั้นเขายังใช้น้ำอุ่นจากโรงงานไฟฟ้ามาเลี้ยงปลาและให้กินรำข้าว ข้าพเจ้าถามว่าเดี๋ยวนี้นักเรียนยังมีการสละแรงงานอยู่หรือไม่ ท่านประธานฯ บอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เพราะเราต้องการให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือเต็มที่ ข้าพเจ้าถามว่า แล้วเวลาปิดเทอม


(น.341) รูป 159 เทวดาที่วัดพระอรหันต์ 500

(น.342) ไม่มีหรือ ท่านประธานฯ บอกว่า เวลาปิดเทอมนักเรียนต้องทบทวนวิชาการที่เรียนไปแล้ว และมีกิจกรรมการเคลื่นไหวต่างๆ ของโรงเรียน ข้าพเจ้าสงสัยว่าอย่างนี้เด็กก็ไม่รู้จักการทำงาน อีกหน่อยเมืองจีนจะลำบาก เด็กไทยเราบางคนเวลาปิดเทอมหรือว่างจากการเรียนจะต้องไปทำงานตามโรงงานเพื่อหารายได้เพิ่มเติม ถ้าไม่ทำเดี๋ยวเด็กก็สบายเกินไป และไม่มีประสิทธิภาพ ท่านประธานฯ บอกว่าในมหาวิทยลัยเขาก็บรรจุหลักสูตรภาคปฏิบัติเอาไว้เหมือนกัน รถถึงโรงแรม ชุ่ยหู ซึ่งเป็นที่ที่เราจะซื้อของเป็นครั้งสุดท้ายในจีน ภาษาจีนคำว่า ชุ่ย แปลว่า เขียว หู แปลว่า ทะเลสาบ ชุ่ยหู เป็นชื่อทะเลสาบ โรงแรมนี้ค่อนข้างจะสมัยใหม่กว่าโรงแรมจิ่นเจียงที่เราพักที่เสฉวน ภุชชงค์บอกว่าสมัยใหม่กว่าโรงแรมที่ฝ่ายไทย (ซึ่งล้นจากบ้านรับรอง) พัก มีของขายหลายอย่างทั้งของสมัยใหม่และของพื้นเมืองของจีน มีขนมขายเยอะแยะ ทั้งเยลลี่ ช็อกโกแลต มีเครื่องสำอางต่างๆ สมุนไพรขายหลายชนิด เช่น ฉงเฉ่า (คล้ายหนอน) เทียนหมา ก็เป็นสมุนไพรแก้ความดันโลหิตสูง เถียนชี เป็นยาบำรุง ราคาก็แพงๆ ทั้งนั้น (450 หยวน 360 หยวน 20 หยวน ตามลำดับ) แต่แรกจะซื้อแล้วเห็นแพงไป ตอนแรกข้าพเจ้าจะซื้อหม้อตุ๋นตุ๊กแก เห็นป้าจันซื้อแล้วจึงไม่ซื้อ หันไปซื้อเสื้อยืดซึ่งเขียนเป็นภาษาจีนว่า ที่ระลึกป่าหิน 3 ตัว ให้ตัวเอง น้องเล็กและหญิง ที่โฮเต็ลนี้ยังมีร้านขายของเก่าแบบไม่เก่านัก และแจกการ์ดเหมือนกับที่ร้านของเก่าเมื่อวานนี้

(น.343) เมื่อหมดเวลา ท่านประธานฯ พาเรากลับบ้านเตรียมเก็บของครั้งสุดท้ายก่อนอำลาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และเพื่อนชาวจีนของเรา ข้าพเจ้าขอลายเซ็นท่านต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ท่านหวังและภรรยา ท่านเส่นผิงและภรรยา ท่านกู้เสี่ยวเผิง รองอธิบดีกรมพิธีการทูต คุณหลี่เม่า (ล่าม) คุณจาง (กรมพิธีการทูต) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ข้าพเจ้านัดกับท่านเสิ่นผิงว่าเอาไว้เจอกันที่เมืองไทย ท่านรัฐมนตรีช่วยหวังบอกว่า ในเมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพของท่านมาดาม ซุนชิงหลิง ตั้งแต่ต้น จะขอรายงานว่าตอนนี้สุขภาพของท่านมาดามไม่ดีขึ้นเลย พอดีถึงเวลาที่เราจะต้องไปสนามบิน ท่านหวังเป็นผู้ที่จะนั่งรถไปส่งข้าพเจ้าที่สนามบิน ข้าพเจ้ากำลังคิดอยู่ว่าจะคุยเรื่องอะไรดีก่อนที่จะจากกันไป และไม่ทราบว่าจะได้มีโอกาสพบกันอีกหรือไม่ ท่านหวังก็พูดขึ้นก่อนว่า “ดอกไม้ไม่สามารถจะเบ่งบานอยู่ได้ตราบชั่วนิจนิรันดร์ จะต้องมีวันร่วงโรยเหี่ยวเฉาเหมือนคนเรา จะไม่มีโอกาสจะอยู่ด้วยกันไปตลอด ต้องมีวันหนึ่งที่จะต้องจากกัน เราเจอกันเราก็ร่าเริง เมื่อจากกันก็อาลัยอาวรณ์” ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบจะว่าอย่างไร เพียงแต่ว่าข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณชาวจีนและรัฐบาลจีนที่ได้ต้อนรับข้าพเจ้าเป็นอย่างดีด้วยมิตรไมตรี ข้าพเจ้าได้กำไรชีวิตเป็นอย่างยิ่ง แม้ท่านหวังจะได้กล่าวมาก่อนว่า ในการพัฒนาเราจะต้องคำนึงถึงสภาพเงื่อนไขของท้องที่ จะลอกเลียนแบบไม่ได้ สิ่งที่ดีสำหรับจีนก็อาจจะไม่เหมาะสมสำหรับไทย แต่ข้าพเจ้าก็ถือเป็นประสบการณ์ที่จะอยู่ในความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่
อ (น.344) ได้มีโอกาสพบท่านผู้เฒ่าผู้มีสติปัญญาอันรอบคอบรอบรู้ และมีใจอารีดังเช่นท่าน หวังโย่วผิง ผู้นี้ ฝนยังตกไม่หยุดเลยตั้งแต่เช้า ท่านหวังบอกว่า นี่คืออากาศเมืองคุนหมิง ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงก็เป็นเช่นนั้น ท่านบอกว่า คราวหน้าให้ไปเที่ยวที่อื่นๆ ด้วย นักท่องเที่ยวส่วนมากจะไปปักกิ่ง ซีอาน นานกิง เซี่ยงไฮ้ หังโจว กุ้ยหลิน เฉิงตู และคุนหมิง ไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก งานด้านการท่องเที่ยวยังมีปัญหาในเรื่องโรงแรมมีไม่พอและล่ามก็มีไม่พอ ในตอนสุดท้ายท่านหวังได้แนะนำเรื่องยาจีนชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาห้ามเลือดที่เรียกว่า ไป๋เย่า ข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อแต่คุณดำรงซื้อกลับไป พอดีรถถึงสนามบิน ข้าพเจ้าลาท่านหวังและคนอื่นๆ ที่ได้เอื้อเฟื้อพวกเราในระหว่างการพำนักในประเทศจีน เครื่องบิน CAAC จะพาเราเดินทางเป็นเที่ยวสุดท้ายไปสู่ฮ่องกง และการเดินทางเยือนจีนผืนแผ่นดินใหญ่ก็สิ้นสุดลง ข้าพเจ้าถือว่าการที่ได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างทั้งในและนอกประเทศเป็นการที่เราจะได้โอกาสศึกษาความเป็นไปของธรรมชาติและสังคมแม้ว่าชั่วชีวิตของคนจะน้อยนัก เมื่อเทียบกับชีวิตของธรรมชาติ ภูเขา ทะเล และแม่น้ำ แต่เราอาจจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าในการเรียนรู้ชีวิต เพื่อรับใช้สังคมและประเทศชาติที่เราอาศัยอยู่ การที่ได้ไปที่อื่นนอกจากบ้านเกิดเมืองนอนก็ดีไปอย่างหนึ่ง คือได้เห็นว่าคนอื่นเขาทำอย่างไรกับชาติของเขา ยิ่งได้เป็นแขกของรัฐบาลอย่างนี้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะเขาย่อมจะพยายามเลือกสรรให้เราดูสิ่งที่เขาคิดว่าดี

(น.345) ที่สุด ซึ่งเราจะได้โอกาสทราบทัศนคติและค่านิยมในสังคมปัจจุบันของประเทศนั้นๆ ส่วนดีบางส่วนของเขาอาจจะพอเข้ากับพื้นฐานของเรา และเป็นสิ่งที่เรายังนึกไม่ถึง เราก็จะได้ทำ เป็นการรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมากลั่นกรอง ดีกว่านั่งอยู่บ้าน แล้วดูดซึมเอาของดีบ้างไม่ดีบ้างของเขามาโดยไม่รู้ตัว ข้าพเจ้าจะขอจบคำบรรยายเกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเพียงแค่นี้ ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่สมบูรณ์นักเพราะสมองคนย่อมมีขีดความสามารถจำกัด บางเรื่องถึงแม้ว่าเขาจะมีเอกสารแจกก็จะไม่ขอเอ่ยถึง แม้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบันทึกฉบับนี้จะเป็นการบันทึกเฉพาะสิ่งที่ข้าพเจ้า “ได้ยินด้วยหู รู้ด้วยตา” เท่านั้น