ศูนย์การเรียนรู้จีนศึกษาบรมราชกุมารี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

<< Back

" ย่ำแดนมังกร วันที่ 12 พฤษภาคม 2524 "

(น.9) แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่วังอนุชน วันที่ 12 พฤษภาคม 2524


(น.10) รูป 5 วันแรกถึงสนามบินปักกิ่ง

(น.10) รับประทานอาหารเช้าเป็นอาหารเช้าฝรั่งไม่ใช่อาหารจีน เราอยากเห็นอะไรๆของฮ่องกงเหมือนกัน ตกลงกันว่าเดินเล่นไปรอบๆ ที่โฮเต็ลก็แล้วกัน ซื้ออะไรก็ไม่ได้เพราะร้านรวงของที่นี่จะเปิด 10 โมง เป็นอย่างเร็วสุดเหวี่ยง ใกล้ๆโฮเต็ลมีท้องฟ้าจำลองหรือที่เขาเรียกว่า Space Museum หรือ Planetarium ความจริงไม่อยากจะซื้ออะไรอยู่แล้ว นอกจากที่น้องเล็กสั่งซื้อเกมส์ต่างๆ ก็เลยเอากล่องตัวอย่างมอบภรรยากงสุลเอาไว้ให้กรุณาช่วยจัดการ พอได้เวลาคุณองครักษ์มารับพากันไปที่สนามบิน ที่สนามบินมีเจ้าหน้าที่ของสำนักข่าว ซินหัว สาขาฮ่องกงมารอรับสองคน

(น.11) คนหนึ่งชื่อ พานลี่ชิง รองหัวหน้าบรรณาธิการเป็นชาว ฮกเกี้ยน และ ซือถูคัง เป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าว เป็นชาว กวางตุ้ง เขาบอกว่าเขาเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนในฮ่องกง เพราะจีนไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับฮ่องกง ฉะนั้นถ้าจีนกับฮ่องกงจะคุยอะไรกันก็ผ่านนายสองคนนี้ ในระหว่างคอยเครื่องบินก็คุยกันอยู่พักหนึ่งจนถึงเวลา เจ้าหน้าที่ทางฮ่องกงมาบอกว่าเครื่องบินจีนพร้อมแล้วพวกเราจึงได้อำลาฮ่องกงล่องฟ้าไปเมืองจีน เครื่องบินลำนี้จะเป็นพาหนะของเราตลอดเวลาที่อยู่จีน เที่ยวบิน CA 206 สายการบิน CAAC เมื่อขึ้นเรือบิน ข้าพเจ้านั่งในห้องกับท่านผู้หญิงมณีรัตน์ แล้วชวนคุณพูนเพิ่ม กับคุณหมอดนัย มานั่งด้วย มี Air Hostess แต่งเครื่องแบบเสื้อกางเกงสีฟ้า บริการดี พูดภาษาอังกฤษได้ เอาน้ำชามาเลี้ยงก่อน ต่อมาเอาอาหารมาเลี้ยง มีขนมปังทาเนย เปาะเปี้ยะ แหนม ไข่เค็ม ปลาเค็ม ไก่ผัดพริกหยวกกับเห็ด ข้าวผัดกุ้ง ยอดผักกวางตุ้ง ซุปไข่เจียว ของหวานมีขนมเค้ก รสชาติพอใช้ได้ เขามีผลไม้ ไอศกรีมสีเหลืองไม่ทราบชนิด และเสิร์ฟแชมเปญด้วย สำหรับทิวทัศน์ของจีนนั้นไม่สามารถมองเห็นได้ถนัดจากเครื่องบิน เพราะวันนี้มีเมฆมาก ลืมเอาแผนที่ประเทศจีนติดไปด้วย เลยมองไม่รู้เรื่องว่าถึงไหนแล้ว ใช้แอร์โฮสเตสให้แกเดินไปถามกัปตันทีละหนๆ เธอก็อุตส่าห์มีความอดทน ถามมาให้ทุกครั้งว่าถึงไหนแล้ว แม่น้ำ แยงซีเกียง หรือ หยางจื่อเจียง น้ำเป็นสีแดง


(น.12) รูป 6 จับมือกับท่านหันเนี่ยนหลง คนถือกระเป๋าดำเป็นภรรยา ฯพณฯ หัน คนถือกระเป๋าซ้ายสุดคือคุณหลี่เม่า คนที่หันหลังคือท่านทูตโกศล

(น.12) มีไร่นา และอ่างเก็บน้ำติดๆ กัน รวมทั้งคลองส่งน้ำคล้ายๆ กับบ้านเรา แถวๆ แม่น้ำ ฮวงโห ใกล้ๆ ปักกิ่ง มองเห็นหมู่บ้านเป็นหย่อมๆ มีนารอบๆ เสียงท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บ่นงึมงำ ไม่เห็นมีผักตบชวาเลย! เครื่องบินแจกของชำร่วยเป็นรองเท้าแตะปัก ผ้าเช็ดหน้าปัก และลิปสติก เครื่องบินถึงปักกิ่งเวลาเที่ยงกว่า ที่สนามบินมีท่านทูต โกศล สินธวานนท์ และภรรยา ม.ร.ว. สุดานนท์ มาคอยรับ ผู้แทนฝ่ายจีนที่มาต้อนรับคือท่าน หันเนี่ยนหลง ร.ม.ช. กระทรวงการต่างประเทศของจีน อายุ 70 กว่าปีแล้ว ท่านผู้นี้เคยมาเมืองไทยแล้ว (พร้อมกับท่านนายกจ้าวจื่อหยาง) พูดภาษาอังกฤษได้ ทราบว่าท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถยิ่งนักในเชิงการทูต รถที่รับเราจากสนามบินไปบ้านพักเป็นรถทำในประเทศจีน

(น.13) ด้านหน้าของรถมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชื่อคุณ ฟ่านซูเฟิน เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 24-25 ปี (ต่อไปคุณฟ่านจะเป็นผู้ดูแลข้าพเจ้าตลอด) ข้าพเจ้านั่งคู่กับท่านหันเนี่ยนหลง เก้าอี้พับข้างหน้ามี พ.อ. ดำรง (องครักษ์ฝ่ายไทย) กับคุณหลี่เม่า ล่าม คุณหลี่เม่านี้เคยรู้จัก คุ้นมาก่อนตอนที่ท่านจ้าวจื่อหยางไปที่เชียงใหม่ตอนนั้นอาจารย์สารสินเป็นล่ามถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนข้าพเจ้ากับน้องเล็กคุยอยู่กับคุณหลี่เม่าตลอด เพราะว่าคนอื่นๆ นั่งอีกโต๊ะ ได้ทราบว่าคุณหลี่เม่าเรียนจบอัสสัมชัญ อยู่เมืองไทยจนโต จึงกลับไปทำงานกระทรวงการต่างประเทศจีน เจอกันคราวนี้ก็นับว่าเป็นการพบเพื่อนเก่า ตลอดระยะทางท่านหันเนี่ยนหลงก็ได้อธิบายถึงเรื่องประเทศจีนโดยทั่วๆไป น่าเสียดายที่ไม่ได้บันทึกการสนทนาเอาไว้ นาข้าวเขียวๆ ที่เห็นเมื่อก่อนเครื่องบินลงนั้นเป็นนาข้าวสาลี ท่าน ร.ม.ต. บอกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ภายใน 3 อาทิตย์นี้แล้ว สังเกตดูถนนสองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่เรียงกันเป็นแถว ทำให้ร่มรื่นน่าสบาย ถามเขาได้ความว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ขยายถนน เขาจะปลูกต้นไม้เป็นแนวไว้ก่อน พอต้นไม้เติบโตพอสมควรแล้ว จึงตัดต้นไม้เก่าและขยายถนนออกไป อย่างนี้บ้านเราก็มี เสด็จย่า (พระองค์วาปี) เคยเล่าประทานว่า สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนที่ท่านตัดถนนใหม่ๆ

(น.14) ท่านทำแปลนไว้เลยว่าสายนั้นสายนี้สายนี้จะใช้ต้นไม้อะไร เช่น มะขาม มะฮอกกานี แล้วให้พระเจ้าลูกยาเธอที่ยังทรงพระเยาว์ช่วยกันเพาะพอโตแล้วมอบเจ้าหน้าที่ไปปลูก แต่ก่อนนี้จากวังไกลกังวลหัวหินไปถึงสวนสนเป็นต้นเสลาเห็นสีม่วงเต็มไปหมด จากเมืองเพชรถึงไกลกังวลเป็นหางนกยูงสีแดงแสด เดี๋ยวนี้ตายไปเกือบหมดแล้ว ต้นไม้ที่ปลูกในจีนมียูคาลิปตัส หลิว หยางขาว เมเปิ้ล บ้านเมืองร่มรื่นดี ถนนกว้าง มีรถอยู่บ้างไม่แน่นนัก คนส่วนใหญ่ขี่จักรยานเป็นพาหนะ ในกรุงปักกิ่งจะมีทางสำหรับรถจักรยานแล่นโดยเฉพาะ กลางถนนมีแท่นกลมๆ ซึ่งตำรวจจราจรใช้ยืนโบกรถ ตำรวจจราจรของจีนใส่เสื้อสีขาวหลวมๆ ที่คอมีเครื่องหมายแดงๆ ติดสองข้าง กางเกงน้ำเงิน มองดูยังกับเครื่องแบบตำรวจทหารสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เรือน เตี้ยวหยูว์ไถ ซึ่งจัดไว้เป็นที่พักของพวกเราในขณะที่พำนักอยู่ในกรุงปักกิ่ง ท่านรัฐมนตรีก็ขอตัวกลับ บอกให้เราพักผ่อนให้สบายไม่ต้องเร่งรีบ ตอนบ่ายสองโมงจะให้ภรรยาของท่านพาพวกเราไปชม Children Palace (ศูนย์เยาวชน) และ เทียนถาน ต่อไป ข้าพเจ้าขึ้นไปที่ห้องซึ่งเขาจัดไว้เป็นห้องพัก ที่โต๊ะเขียนหนังสือมีหมายกำหนด-การและรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ท่านทูตถามว่าจะรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารหรือจะให้เขาจัดขึ้นมาให้ที่ห้องชั้นบน ข้าพเจ้าคิดว่าลงไปรับประทานข้างล่างที่ห้องอาหารจะดีกว่าจะได้พบปะสังสรรค์กันด้วย อีกประการหนึ่งเรารับประทานอาหารกันมาบ้างแล้วในเครื่องบินไม่ค่อยจะหิวเท่าใดนัก ที่รับประทานครั้งนี้ก็เพียงแต่ว่าอยากทราบว่าเขาจะเลี้ยงอะไรเท่านั้น

(น.15) ในระหว่างนั้นเจ้าพนักงานต่างก็ขนของกันจ้าละหวั่น สมบัติเรามันช่างมากมายกันจริงๆ นอกจากจะมีเสื้อผ้าเครื่องใช้แล้ว ยังมีของที่จะมอบให้ฝ่ายจีนเป็นที่ระลึกอีกหลายอย่าง ของที่ระลึกเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งกรมศิลปากรเป็นผู้จัดให้มา ใช้ได้เป็นประโยชน์ จึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย พนักงานคนหนึ่งเดินถามว่า กระเป๋าใบนี้ของใคร ข้าพเจ้าอยากจะทดลองความรู้ภาษาจีนเลยรีบวิ่งไปดูกระเป๋า แล้วส่งภาษาปนการชี้โบ๊ชี้เบ๊ ว่ากระเป๋าใบนี้ของฉัน ใบนี้ของคนโน้นคนนี้ (ชี้ไปตามห้อง) คนจีนคนนั้นคงฉลาดหน่อยเลยรู้เรื่องดี ตามห้องต่างๆ เขาจะมีรูปเขียนแบบจีนประดับไว้ ในห้องๆ หนึ่ง (จำไม่ได้แล้วว่าห้องไหน) มีรูปเขียนรูปกุ้ง ซึ่งข้าพเจ้ากำลังหัดวาดอยู่ เลยรีบวิ่งไปเอาพู่กันขนาดจิ๋วมาวาดเลียนแบบยังไม่ได้เหมือนดี คุณหญิงตุ๊กตา (ภรรยาทูต) ก็เดินมาตามว่าอาหารกลางวันพร้อมแล้วเลยเดินลงไป อาหารกลางวันวันนี้มีหมูแดง เป็ด ปลา เป่าฮื้อ ไก่ชุบแป้งทอด ผัดผักฮ่องเต้? ขนมจีบ ขนมเปี๊ยะ ของหวานมีแตงโม ซึ่งเขาหั่นเป็นชิ้นโตๆ ไม่เอาเปลือกออก เครื่องดื่มมีน้ำส้มขวด น้ำแร่ เหล้าเหมาไถ (ชิมดูแล้วไม่ค่อยชอบ) รับประทานเสร็จรีบขึ้นไปเข้าห้องน้ำ ในห้องน้ำเขามียาสีฟัน แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ วางเอาไว้ให้ ก็จัดการลองเสียครบทุกอย่าง สบู่ของเขาทำในประเทศจีนเอง (เหมือนกันที่ขายแถวๆปักษ์ใต้ของเรา) พูดถึงการวางของในห้องน้ำแล้ว ก็ขอเลยพูดถึงของวางในห้องนอน ห้องเขียนหนังสืออีก ในห้องนอน เขาวางกระติกน้ำร้อนและใบชาเอาไว้ให้ (ชาของเขาดีมาก มีหลายชนิด มี

(น.16) อยู่ชนิดหนึ่ง เขาอธิบายว่าเป็นชาลดความอ้วนได้) มีโทรทัศน์ ซึ่งเราไม่มีโอกาสจะได้ดูเพราะไม่มีเวลาเลย ได้ทราบมามีรายการหลายอย่าง เช่น งิ้ว สอนภาษา เป็นต้น ที่ห้องเขียนหนังสือ บนโต๊ะจะมีดินสอ ปากกาหมึกจิ้มซึ่งป้าไล บอกว่าเรียกปากกาแมงดา กาว คลิปติดกระดาษ กระดาษสำหรับเขียน ซองตราเตี้ยวหยูว์ไถ Postcard รูปสถานที่สำคัญในกรุงปักกิ่ง ที่มุมห้องมีตู้เย็น มีน้ำส้ม น้ำแร่ แอปเปิ้ล และสาลี่ (ซึ่งจะได้รับประทานทุกหนทุกแห่งที่ไป) บนโต๊ะตกแต่งด้วยดอกไม้ มีดอกโบตั๋น เป็นต้น ดอกกุหลาบของจีนดอกเล็กกว่าของเราที่ภูพิงค์มาก ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้องมีต้นบอนไซวางไว้ ได้เวลาบ่ายสองโมง นางหวางเจิน ภรรยาท่าน ร.ม.ช. หันเนี่ยนหลง มารับพาไปวังอนุชนหรือ Children’s Palace ที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีนเรียกว่า เส้าเหนียนเหวินฮว่ากง ตอนแรกอาจารย์สารสินแปลว่าศูนย์เยาวชน ไปถามล่ามเขาบอกว่าไม่ถูกเพราะจีนเขาเรียกเด็กเล็กๆว่าอนุชน และเด็กโตหน่อยว่าเยาวชน ที่นี่ดูแลเด็กขนาดอนุชนจึงเรียกเยาวชนไม่ได้ (ฟังดูวกวนพอสมควรขอท่านผู้อ่านจงได้อภัย) ก่อนที่จะไปดูเหมือนว่าจะเซ็นหนังสือที่มอบให้เขาว่า “ขอมอบให้แก่วังเยาวชนเป็นที่ระลึก” เป็นอันว่าไม่ถูกต้อง วันนี้ล่ามที่นั่งรถจะเป็นคนที่นั่งรถอยู่ตลอดการเดินทางในเมืองจีนคือ คุณเฉินเสี่ยวจู หรือเราเรียกกันว่าคุณเฉิน (ได้รับคำอธิบายว่า เฉิน นี้คือ แซ่ตั้ง นั่นเอง) คุณเฉินพูดภาษาไทยเก่ง เพราะเกิดในเมืองไทย และอยู่จนอายุได้สิบสองปี จึงไปเรียน


(น.17) รูป 7 เด็กๆที่วังอนุชนกระโดดโลดเต้นต้อนรับ

(น.17) หนังสือที่จีน คุณพ่อประกอบอาชีพเป็นแพทย์แผนโบราณจีน เมื่อตอนเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งนั้น คุณเฉินอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ทางการเขาแนะนำว่า รู้ภาษาไทยอยู่แล้วนี่ เรียนภาษาไทยจะได้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง คุณเฉินไม่ได้อยู่กระทรวงการต่างประเทศดูเหมือนจะอยู่องค์การท่องเที่ยวหรือวัฒนธรรมวิเทศกิจ แต่ก็ได้ช่วยงานโดยเป็นล่ามหลายครั้ง เช่นตอนที่นักวิชาการจีนมาดูการเลี้ยงกุ้งที่เมืองไทย เป็นต้น


(น.18) รูป 8 ณ ห้องรับรองวังอนุชน

(น.18) ภรรยาท่านหันเนี่ยนหลง มอบหนังสือเกี่ยวกับจีนให้หนึ่งเล่มบอกว่าก่อนข้าพเจ้ามาได้ไปเดินดูหนังสือที่ร้านหนังสือ ซินหัว แล้วเห็นว่าเล่มนี้ดีที่สุดที่จะช่วยชาวต่างชาติได้เห็นภาพเมืองจีนอย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะได้ไปดูของจริง วังอนุชนที่เขาพาเราไปเป็นของเขต ซวนอู่ เด็กที่มาทำกิจกรรมก็เป็นเด็กแถวๆ นี้เอง ที่อื่นๆ ในประเทศเขาก็มีวังอนุชนของเขาเมื่อไปถึงพวกเด็กๆ แต่งตัวสีสดถือดอกไม้ประดิษฐ์กระโดดโลดเต้นกล่าวคำอวยพร ผู้อำนวยการศูนย์นำพวกเราเข้า “ห้องบรรยายสรุป” โดยเชิญไปนั่งรอบโต๊ะกินข้าวยาวๆ บนโต๊ะมีขนมและผลไม้ ผู้อำนวยการกล่าวบรรยายว่า วังอนุชนแห่งนี้สร้างขึ้นใน

(น.19) ค.ศ. 1956 สำหรับเด็กที่เลิกเรียนแล้วมาทำกิจกรรม (เขาใช้คำว่าเคลื่อนไหวหรือ “หัวต้ง”) มีเด็กนักเรียนประมาณ 3,000 คน มีครูและพนักงาน 50 คน กิจกรรมของศูนย์มี 3 ด้าน
1. วิชาเฉพาะ
2. วิทยาศาสตร์ เทคนิค
3. ศิลปะ วาดเขียน กีฬา
ด้านวิทยาศาสตร์ จะสอนเกี่ยวกับการสร้างหุ่นจำลองเครื่องบิน เรือรบ วิทยุ โทรเลข ด้านศิลปะมีการเต้นระบำ ฟ้อนรำ ดนตรี ขับร้องหมู่ของเด็กประถมและมัธยม ดนตรีสากลและพื้นเมืองวาดภาพอย่างจีน แกะสลัก ด้านการกีฬามีสอนปิงปอง มวยจีน เป็นต้น การสอนของที่ศูนย์นั้นประสานงานกับการเรียนในชั้นประถมและมัธยม มีวิชาเฉพาะ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาจีน ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษารัสเซีย เป็นต้น ส่วนการเคลื่อนไหวแบบมวลชนโดยทั่วไปสำหรับนักเรียนมัธยมและประถมมีการฟังรายการสัมมนา จัดนิทรรศการต่างๆ มีการอ่านหนังสือในห้องสมุด นักเรียนจะมาอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง แต่ละครั้ง 2-3 ชั่วโมง ใช้เวลาหลังเลิกเรียน และช่วงปิดเทอม ข้าพเจ้าเกิดสงสัยขึ้นมาว่าถ้าจัดดีอย่างนี้แล้วจะรับนักเรียนได้ทั้งหมดหรือ เขาบอกว่าต้องมีการประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเหมือนกัน


(น.20) รูป 9 วังอนุชน สีซอจีน (เพลงไทย)


(น.21) รูป 10 วังอนุชน นักเรียนประถมอวดฝีมือในการวาดภาพด้วยพู่กันแบบจีน ภาพปลา

(น.21) ว่าแล้วผู้อำนวยการศูนย์เชิญชมบางส่วนตามห้อง เริ่มต้นด้วยการร้องเพลงหมู่ของเด็กเล็กๆ ใส่เสื้อสีแดงสดใส เพลงที่แสดงชื่อเพลงหมอก ร้องเพลงลอยหน้าลอยตาน่ารัก ร้องเสร็จแล้วเราของถ่ายรูปกับเด็กๆ นักร้อง (แต่ว่ารูปที่ถ่ายไม่ออกมา) ไปฟังดนตรีสากล (เด็กโตหน่อยเล่น) ดนตรีจีนมีซอ ขิมจีน เป็นต้น พอฟังเพลงจีนเสร็จแล้วขอทดลองซอโดยเล่นเพลงไทยดูบ้าง เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างดี

Next >>